ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
พฤศจิกายน 24, 2017, 09:31:25 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ประกาศ การกระทำใดๆ  เพื่อที่จะให้กระทู้ตัวเองมาอยู่อันดับต้นๆ ประจำ หากพิจารณาแล้วว่า ไม่เกิดประโยชน์กับผู้เข้าชม  ก็รับสิทธิ์โดนแบนเหมือนกันครับ

ที่พักเชียงใหม่ | ที่พักเชียงใหม่นิมมานเหมินทร์ | ที่พักเชียงใหม่ถนนคนเดินวันเสาร์ | ที่พักเชียงใหม่ถนนคนเดินวันอาทิตย์ | ที่พักเชียงใหม่ในเมือง | ที่พักเชียงใหม่ประตูท่าแพ | ที่พักเชียงใหม่ใกล้สนามบิน | ที่พักแม่ริม | ที่พักหางดง | ที่พักดอยอ่างขาง | ที่พักปาย | ที่พักเชียงราย | ที่พักแม่ฮ่องสอน | ที่พักปายใกล้ถนนคนเดิน | ที่พักปายติดแม่น้ำ

จองที่พักราคาถูกทั่วประเทศโทร 053266550-2  |  เชียงใหม่ - ข้อมูลเกี่ยวกับเชียงใหม่ - ที่พัก โรงแรม การเดินทาง วัดจังหวัดเชียงใหม่ ร้านอาหาร สถานที่เที่ยวกลางวัน กลางคืน ฯลฯ  |  แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางหลวงหมายเลข 108-1009 สู่จุดที่สูงที่สุดในประเทศไทย  |  หัวข้อ: รีวิวการเดินทาง : แรมรอน "ม่อนจอง" คล้องใจ 0 สมาชิก และ 9 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวการเดินทาง : แรมรอน "ม่อนจอง" คล้องใจ  (อ่าน 1412 ครั้ง)
Dockaturk
Hero Member
*****
กระทู้: 811



ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2015, 01:55:54 AM »


ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะว่า สำหรับคนที่นานๆ ได้ไปเที่ยวที มันเป็นอะไรที่เบิกบานใจมาก มันเหมือนร่างกายได้เติมสารกระตุ้นบางอย่างลงไปให้ชีวิตคึกคัก เปรียบกับอาหารก็น่าจะเป็นเครื่องปรุงรสรสชาติจัดจ้าน ลองสังเกตแววตาคนเหล่านี้ดู แล้วรู้เลยว่ามันมีประกายบ่งบอกอะไรบางอย่าง

หนึ่งสัปดาห์ที่แล้วผมถ่อไกลลงไปทางใต้ของเชียงใหม่ถึงอมก๋อย พร้อมชาวคณะผู้ร่วมเดินทางอีก 5 คน เป้าหมายของพวกเราคือ “ดอยม่อนจอง” หนึ่งในยอดดอยเดินป่าที่สูงลำดับต้นๆ ของเมืองไทย

ก่อนออกเดินทางแน่นอนล่ะว่าต้องมีการวางแผนนู้นนี้นั้น อย่างแรกเลยล่ะคือต้องโทรไปจองขออนุญาตกับทางหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอตามเบอร์นี้ 085-7087441 เพื่อแจ้งจำนวนคนและวันที่จะไป รวมทั้งเรื่องรถที่จะนำไปยังจุดเดินและลูกหาบ (ค่ารถเหมาไปยังจุดเดินไป-กลับ 3000 บาท นั่งได้เต็มที่ประมาณ 10-12 คน ส่วนค่าลูกหาบไป-กลับ 600 บาท ต่อคน อาหารลูกหาบ หากินเองนะ) และสองก็คือเมื่อจัดการเสร็จแล้วเรียบร้อยได้วันเวลาที่แน่นอน ค่อยมาต่อด้วยการจองรถตู้ที่จะมุ่งหน้าจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ อ.อมก๋อย ตามเบอร์นี้ 089-9535152 รถจะออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ตอนตีห้า ตรงสี่แยกหายยากันครับ ค่ารถตกคนละ 200 บาท ขากลับถ้ามากันเป็นหมู่คณะหลายคน นัดแนะให้คนขับรถตู้มารับได้ประมาณเที่ยงของอีกวัน ส่วนใครมีรถยนต์ส่วนตัว อันนี้ขับไปกันเองได้

นั่นคือเรื่องของการเตรียมตัวกันอย่างคร่าวๆ

จากนั้นเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ค่อยมาจัดการเรื่องส่วนตัวและส่วนรวมก่อนการเดินทาง แน่ๆ ล่ะที่ต้องเตรียมคือ เต็นท์ ถุงนอน แผ่นรองนอน เพราะถ้าไม่เตรียมไป อันนี้ไม่มีให้เช่าแน่นอน เรียกได้ว่าต้องเตรียมกันไปเอง รวมทั้งอาหารการกินด้วย อยากกินอะไร ขนกันไปได้ตามสะดวก จะแบกเอง หรือจ้างลูกหาบ ก็ตามกำลังทรัพย์ บนนั้นน้ำดื่มมีแต่เป็นน้ำจากลำธาร อันนี้แนะนำว่าขนไปเองจะปลอดภัยกว่า ส่วนเรื่องก่อกองไฟ บนนั้นสามารถก่อได้ตามสะดวก โดยลูกหาบที่เราจ้างเขาจะเป็นคนจัดการหาฟืนหาไฟมาให้เอง ใครอยากขนแก๊สปิกนิกไปเพิ่ม ก็ย่อมได้เช่นกัน เพื่อต้องการความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นในกรณีที่คณะคุณสมาชิกเยอะ เวลาประกอบอาหารกินก็นับได้ว่าช่วยประหยัดเวลาไปมากด้วยเช่นกัน

ที่เหลือของใช้ส่วนตัวก็ตามแต่จะเอาไป อันนี้คงไม่ต้องบอกนะ แต่ที่แน่ๆ ละที่ต้องบอกคือบนนั้นไม่มีน้ำให้อาบกันเด้อ

แล้วตอนหน้าเรามาเริ่มเดินทางกัน


* DSCFf9589_1.JPG (615.52 KB, 800x600 - ดู 222 ครั้ง.)

* DSCFf9589_2.JPG (551.64 KB, 800x600 - ดู 233 ครั้ง.)

* DSCFf9589_3.JPG (566.35 KB, 800x600 - ดู 227 ครั้ง.)

* DSCFf9589_4.JPG (446.51 KB, 800x600 - ดู 229 ครั้ง.)

* DSCFf9589_5.JPG (581.68 KB, 800x600 - ดู 222 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2016, 03:12:53 PM โดย TripChiangmai » บันทึกการเข้า
Dockaturk
Hero Member
*****
กระทู้: 811



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2015, 01:58:40 AM »


ก่อนออกเดินทางผมใช้เวลาจัดเก็บกระเป๋าประมาณ 15 นาที หลับไปตอนเกือบตี 1 และต้องตื่นตอนตี 4 กว่า เพื่อไปขึ้นรถตอนตี 5 นับนิ้วก็นอนไป 3 ชั่วโมงกว่า ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อสภาพร่างกายที่ไม่ฟิตพอสมควร ไหนจะโดนพิษสุราถาโถมใส่เข้าด้วยในช่วงหัวค่ำ รวมทั้งอาการคิดมากประสาทแดกกลัวจะตื่นไม่ทันก็ก่อกวนด้วย

สรุปคืนนั้นก่อนเดินทาง ไอ้ที่ว่านอนไป 3 ชั่วโมงกว่า จริงๆ แล้ว น่าจะเหลือไม่ถึง 3 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ

15 นาทีก่อนขึ้นรถตู้ตรงสี่แยกหายยา ผมมารอชาวคณะแล้วเป็นอันเรียบร้อย จากนั้นอีก 5 หน่อก็ตามมาสมทบกันติดๆ ขนของอะไรขึ้นรถตู้กันเสร็จ ก็ได้เวลาออกเดินทางกัน โดยในรถตู้นั้นก็มีคณะน้องๆ มัธยมจาก ร.ร. มงฟอร์ตอีก 9 หน่อมาร่วมเดินทางไปด้วย

แดดยามเช้าในฤดูหนาวตอกบัตรเข้างานสายเป็นธรรมดา และกว่าจะโผล่พ้นขอบฟ้ามาก็ปาไปเกือบจะเจ็ดโมงตรงกันเลยทีเดียว

บรรยากาศบนรถตู้เต็มไปด้วยความเงียบสงบ เพราะทุกคนยังอยู่ในอาการง่วงงาวหาวนอน ก่อนจะถูกปลุกกันขึ้นมาอีกรอบทีก็ตอนจอดรถพักกินข้าวเช้าที่ อ.อมก๋อย

2 ชั่วโมงกว่า จากตัวเมือง ผ่านหางดง สันป่าตอง ดอยหล่อ จอมทอง ฮอด เข้าสู่อมก๋อย โชเฟอร์สุดหล่อของเรา “พี่ศักดิ์” ก็พาผู้โดยสารทุกท่านพักกินข้าวที่ร้านอาหารป้าบัวผัน ตรงสี่แยกหอมด่วน อ.อมก๋อย เป็นร้านอาหารบรรยากาศบ้านๆ ตามนอกตัวเมืองที่ขายอาหารตามสั่ง ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ไก่ย่าง หมูปิ้ง อะไรเทือกนั้น ซึ่งมื้อเช้าของพวกเราก็ฝากท้องไปกับข้าวเหนียวหมูปิ้ง และไก่ย่าง ซึ่งจัดว่าเป็นอาหารที่เข้ากันดีในยามเช้าที่อมก๋อยกับสภาพอากาศที่หนาวกันพอสมควร

ประมาณเกือบสิบโมง รถตู้ก็พาก้นอันเหี่ยวๆ ของพวกเรามาถึงหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ ตรงนี้จะมีรถกระบะ 4WD ที่ติดต่อไว้มารับเราไปยังจุดเดินขึ้นดอยม่อนจองกัน ส่วนลูกหาบเดี๋ยวเขาจะพานั่งรถเข้าไปในหมู่บ้านมูเซอ แล้วให้ลูกหาบเป็นคนเลือกพวกเราเองครับ

ใช่แล้วครับ ลูกหาบเป็นคนเลือกพวกเรา ไม่ใช่พวกเราเลือกลูกหาบ ฮ่าๆๆ

ครั้นไปถึงหมู่บ้านมูเซอ รถกระบะ 4WD ก็หยุดจอดฝุ่นคลุ้งตลบโอบล้อมพวกเราไว้ พร้อมกับเหล่าบรรดาลูกหาบมูเซออีกหลายชีวิตต่างเดินมุ่งความสนใจมาที่พวกเรา สถานการณ์ตอนนั้นเริ่มวุ่นวายหน่อยๆ เหมือนพวกเขาจะตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครมาเป็นลูกหาบคณะผม

และดูเหมือนว่าพวกเราก็ทำอะไรไม่ค่อยจะถูกเหมือนกันครับ


* DSCFf9593_1.JPG (517.74 KB, 800x600 - ดู 250 ครั้ง.)

* DSCFf9593_2.JPG (577.12 KB, 800x600 - ดู 243 ครั้ง.)

* DSCFf9593_3.JPG (753.74 KB, 800x600 - ดู 248 ครั้ง.)

* DSCFf9593_4.JPG (733.79 KB, 800x600 - ดู 252 ครั้ง.)

* DSCFf9593_5.JPG (691.56 KB, 800x600 - ดู 223 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Dockaturk
Hero Member
*****
กระทู้: 811



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2015, 02:03:18 AM »


คุณป้าอายุราวซัก 40 เห็นจะได้ เดินมาเป็นตัวแทนในการเจรจาเรื่องลูกหาบที่จะไปด้วยกับพวกผม หล่อนพยายามเสนอให้ว่าต้องใช้ลูกหาบสองคน แต่พวกผมปฏิเสธ ด้วยเพราะเหตุของไม่เยอะ คนเดียวก็ท่าจะเอาอยู่ แต่ป้าบอกเขาต้องมีเพื่อนด้วย พวกผมยังยืนยันคำเดิมคือ คนเดียวครับป้า

“เค” หรือ เคลวิน” (ชื่อหลังผมตั้งให้เขาเอง) เด็กหนุ่มอายุ 14-15 คือลูกหาบที่ถูกส่งมากับทางคณะเรา เคลวิน รูปร่างไม่ค่อยสูง ใบหน้าเปื้อนสิวขึ้นตามประสาเด็กวัยหนุ่ม พูดน้อย และแววตาดูมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง บนหลังสะพายตะกร้าที่สานจากไม้ไผ่เอาไว้หาบของ ข้างเอวมีมีดพร้าเสียบคาฝัก ใส่เสื้อแจ็คเก็ตกีฬา กางเกงเป็นผ้าโสร่งเย็บขาสีเขียวสด มีลายจุดสีสันฉูดฉาด อันเป็นเครื่องแต่งกายในแบบเอกลักษณ์ของชาวมูเซอ
รถกระบะ 4WD ค่อยๆ พาพวกเราออกจากหมู่บ้านไปยังจุดเดินทางขึ้นดอยม่อนจอง สภาพทางจัดว่าโหดระห่ำกันเลยทีเดียว คือถ้าเปรียบกับการเข้าไปดูหนังในโรง 4DX ณ ตอนนั้น พวกเราก็น่าจะพากันดูหนังเรื่อง MADMAX FURY ROAD หรือไม่ก็หนังตระกูล Fast & Furious

นั่งกระเด็นกระดอนบนรถกระบะ 4WD ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เป็นอันว่าถึงยังจุดเดิน ตรงนี้เขาจะมีเจ้าหน้าที่นำทางมาให้หนึ่งนาย และพวกเราก็ได้เจ้าหน้าที่นาม “บูม” ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด เป็นคนนำทางให้

เส้นทางมุ่งหน้าสู่ยอดดอยม่อนจองช่วงแรกต้องเดินลัดเลาะผ่านป่าสนครับ ทางช่วงแรกจะลงเนินมากว่าขึ้น จากนั้นมีหักเลี้ยวซ้ายไปจนถึงจุดชมวิวตรงแรกเป็นผาหินเล็กๆ มองเห็นวิวรอบ 360 องศา ก่อนจะเดินหน้าเข้าป่าดงดิบไป ซึ่งทางก็มีเนินขึ้นมาตามลำดับ แต่ไม่ยากเย็นนัก เรียกว่าอยู่ในระดับอู๊ดดี้กว่าการเดินขึ้นดอยหลายๆ ที่เลยทีเดียว ซึ่งช่วงเวลาประมาณซัก 3 ชั่วโมง แบบเดินๆ หยุดๆ มีถ่ายรูปเล่นบ้าง พักระหว่างทางแย่งกันกินไก่ย่างครึ่งตัว 6 คน ก็เป็นอันว่าถึงดอยม่อนจองแล้ว

และความรู้สึกของผมตอนถึงดอยม่อนจองก็คือ อะไรว่ะ นี่กูมาถึงแล้วหรอเนี่ย โคตรไว

ตอนนั้นน่าจะเกือบบ่ายสาม สภาพอากาศมีครึ้มบ้างเป็นบางช่วงบนยอดดอย ซึ่งผมก็ได้แต่ภาวนาให้เมฆหมอกหายไปเร็วๆ จะได้เจอแสงสวยๆ ถ่ายภาพในตอนเย็นให้หนำใจกันไปข้าง เพราะดอยม่อนจองจะสวยก็ต้องมีแสงแดดสีทองอ่อนๆ สาดลงมาตรงเนินเขาที่เป็นทุ่งหญ้ากันครับ

แต่ก่อนที่จะไปสัมผัสถึงจุดนั้น ก็ต้องพากันไปยังจุดกางเต็นท์ที่ต้องเดินเลียบเลาะไปจากเนินเขาเข้าป่าดงดิบนิดหน่อย ที่นั้นลูกหาบของเรามิสเตอร์เคลวินรออยู่แล้ว


* DSCFF96g07_1.JPG (722.41 KB, 800x600 - ดู 225 ครั้ง.)

* DSCFF96g07_3.JPG (403.65 KB, 800x600 - ดู 229 ครั้ง.)

* DSCFF96g07_2.JPG (404.46 KB, 800x533 - ดู 224 ครั้ง.)

* DSCFf9617_1.JPG (545.29 KB, 800x533 - ดู 205 ครั้ง.)

* DSCFf9617_2.JPG (321.08 KB, 800x600 - ดู 233 ครั้ง.)

* DSCFf9617_3.JPG (383.38 KB, 800x600 - ดู 224 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Dockaturk
Hero Member
*****
กระทู้: 811



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2015, 02:07:39 AM »


เมื่อเต็นท์ถูกกางเสร็จ จัดเก็บสัมภาระเรียบร้อย ภารกิจต่อไปคือการไปพิชิตจุดสูงสุดดอยม่อนจอง จุดสูงสุดของ ตรงที่เรียกว่าเรียกว่า หัวสิงห์

ดอยม่อนจอง ตั้งอยู่บนทิวเขาถนนธงชัยตอนกลาง “ม่อนจอง” เป็นภาษาคำเมืองที่หมายถึง ดอยหรือเนินเขา ส่วนคำว่า จอง หมายถึง ลักษณะจั่วสามเหลี่ยมที่อยู่สูงที่สุด บรรยากาศโดยรอบถูกโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน บางจุดจะสามารถมองเห็นแม่น้ำแม่ตื่น ที่ต้นน้ำมาจากป่าอมก๋อยก่อนจะไหลผ่านไปลงยังเหนือเขื่อนภูมิพลจังหวัดตาก โดยในช่วงหน้าร้อนน้ำจากแม่น้ำปิงจะมีน้อยมาก ก็จะเหลือน้ำแม่ตื่นเนี่ยเหละที่เป็นน้ำดิบสำคัญให้กับเขื่อนภูมิพลทำให้คนกรุงเทพฯ มีไฟฟ้าใช้ในช่วงหน้าร้อน

สำหรับเส้นทางเดินไปยังหัวสิงห์นั้น จะเป็นทางเดินเท้าไปตามแนวสันเขา ระยะทางเดินไม่แน่ใจว่ากี่กิโลเมตร แต่ที่แน่ๆ จากจุดกางเต็นท์เดินไปยังที่นั้นใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงด้วยกัน ซึ่ง 1 ชั่วโมงที่ว่านี้นั้น คือการเดินแบบสบายๆ หยุดพักถ่ายรูปได้ตามอัธยาศรัยไม่มีรีบร้อน

บนจุดสูงสุดของดอยม่อนจอง หรือ หัวสิงห์ นั้น (อันมีลักษณะคล้ายหัวสิงโต) จะสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,929 เมตร ในอดีตว่ากันว่าดอยม่อนจองนับเป็นดินแดนแห่งสรรพสัตว์ที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่อย่างอิสระเสรี เช่น กวางผา หรือ ม้าเทวดาและเลียงผา รวมทั้งโขลงช้างป่า แต่ปัจจุบันอาจจะยังมีอยู่ แต่ก็หาชมได้ยาก ที่น่าจะมีให้ชมตอนนี้ก็น่าจะเป็นกุหลาบพันปีที่ชูช่อบานตามไหล่เขา และโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเดือนธันวาคม-มกราคม แล้ว นี่จัดได้ว่าเป็นช่วงพีคสุดๆ ของการอวดกลีบแย้มบานของเหล่ากุหลาบพันปี ส่วนจุดที่เลยจากนี้ไปตามสันเขา (มีธงผ้าจีวรปัก) ลูกหาบเราบอกว่าสามารถเดินไปยังน้ำตกม่อนจองได้ ซึ่งถ้าจะไปก็ต้องใช้เวลาพักแรมอยู่บนดอยนี้ราวๆ ซัก 2 – 3 วัน

เย็นย่ำก็ได้เวลาร่ำลาของแสงอาทิตย์ แดดอ่อนๆ สาดลงสู่เนินเขาที่เป็นทุ่งหญ้าบ่งบอกความงามตรงหน้าของธรรมชาติ พวกเราค่อยๆ พากันทยอยเดินกลับไปยังจุดพักแรม หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ซึ่งมื้อเย็นของวันนั้นมีมาม่าคัพ ปลากระป๋อง มันฝรั่ง มันเผา รอพวกเรากันอยู่ รวมทั้งมาชเมลโล่เอาไว้ย่างกินเล่นฆ่าเวลา และถ้าหากว่าเสบียงอาหารไม่พอยาไส้กัน พวกเราอาจต้องมีการสุมหัวกันวางแผนเพื่อไปเกลี่ยกล่อมของเสบียงจากเต็นท์เด็กมงฟอร์ต ที่ควบคุมคณะโดย “อาทิตย์” ไอ้หนุ่มหน้าใสไร้สิว ที่เอ่ยชื่อบอกกับคณะผม หลังจากโดนถามว่า “น้องชื่ออะไรครับ”

แล้วตอนหน้าเราจะมาว่าด้วยเรื่องมิตรภาพของเพื่อนร่วมทาง และวิถีของลูกหาบชาวมูเซอ เป็นการส่งท้ายกัน ขอบอกว่าเรื่องหลังนั้นจัดว่าน่าสนใจยิ่งกว่าวิวบนยอดดอยเสียอีก


* DSCfF9667_1.JPG (404.82 KB, 800x600 - ดู 221 ครั้ง.)

* DSCfF9667_2.JPG (381.8 KB, 800x600 - ดู 195 ครั้ง.)

* DSCfF9667_6.JPG (389.74 KB, 800x600 - ดู 230 ครั้ง.)

* DSCfF9667_5.JPG (390.94 KB, 800x533 - ดู 203 ครั้ง.)

* DSCfF9667_4.JPG (398.92 KB, 800x600 - ดู 218 ครั้ง.)

* DSCfF9667_3.JPG (391.19 KB, 800x600 - ดู 217 ครั้ง.)

* DSCfF9667_7.JPG (176.83 KB, 800x600 - ดู 193 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Dockaturk
Hero Member
*****
กระทู้: 811



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2015, 02:15:06 AM »


ผมพยายามมองโลกในแง่ดีว่าแท้จริงแล้ว การที่เพื่อนเตรียมอาหารมาไม่ค่อยจะพอ ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนในคณะได้เรียนรู้ถึงการเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในป่าว่า เรามาใช้ชีวิตกินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน แต่ก็นั่นแหละ ผมว่าตอนนี้ไม่น่าจะใช่เวลามาเรียนรู้ปรัชญาชีวิตอะไรพวกนี้ จริงๆ พวกเราผิดพลาดกันเอง ฮ่าๆๆ

ความคิดแผนการชั่วร้ายนั้นก่อตัวขึ้นจากผมเอง มันไม่ใช่แนวที่แบบว่าไปปล้นฆ่า ขู่เอาอาหารจากเด็กมันนะ อันนี้มันแค่คิดเล่นๆ จริงๆ ที่คิดก็คือ “น้องครับ ถ้ามีหมู หรือไก่เหลือ พวกพี่ขอซื้อหน่อยนะ ฮ่าๆๆ”

แต่ไม่ทันจะได้ลงมือทำห่าอะไร  ไม่ทันไรอาทิตย์กับเพื่อนอีกคนเหมือนจะมีจิตสัมผัสทราบถึงพลังอันชั่วร้าย ว่าแล้วก็ใจดีหอบเอาปีกไก่ 6-7 ไม้ และข้าวโพดอีก 4-5 ฝัก มาให้พวกเรา ไหนจะน้ำอัดลมอีกขวด โดยบอกว่าอยากแบ่งพวกพี่ รวมทั้งจะได้มาขอเอาอูคูเลเล่ไปเล่นที่เต็นท์ด้วย

“เอาเลยซิครับไอ้หนู รออะไร” ผมคิดในใจ

ท่อนไม้แห้งถูกสุมไฟเพื่อขับไล่ความหนาวของสมาชิกในคณะและให้แสงสว่าง บางคนขออนุญาตไปเฝ้าพระอินทร์ก่อน เพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ส่วนผมกับเจ้าหน้าที่นำทาง และลูกหาบอีกหลายคนต่างยังพากันนั่งจับกลุ่มรอบกองไฟคุยกันอย่างออกรส แม้จะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอาไว้จิบก็ตามที

หัวข้อสนทนาที่น่าสนใจคืนนั้น คือเรื่องชาวมูเซอ โดยมี “โก้” หรือ “โกโก้ ครั้นซ์” (ชื่อหลังผมตั้งให้เขาเอง ฮ่าๆๆ) ลูกหาบซึ่งเป็นเพื่อนกับเคลวินเป็นคนให้ปากคำเรื่องราวทั้งหมด (ชาวมูเซอ หรือ ชาวล่าหู่ เป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งในประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก)

โก้ที่อยู่ในยูนิฟอร์ม กางเกงวอร์มขายาว และเสื้อทีมชาติเยอรมัน เล่าด้วยสำเนียงมูเซอว่า ชาวมูเซอเป็นคนใจดี เวลามีงานบุญ งานปีใหม่ ใครมาเที่ยวที่หมู่บ้านอยากกินอะไรก็ได้กินฟรีแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชาวมูเซอหรือไม่ก็ตาม ทั้งในยามปกติ เวลาบ้านไหนขัดสนเรื่องอาหารการกินก็สามารถแบ่งกันกินได้โดยไม่เคอะเขิน

ชาวมูเซอที่นี้มีอาชีพหลักคือการปลูกกะหล่ำปลี และมะเขือเทศ  ผลผลิตแต่ละปีโก้เล่าว่ามีเยอะหลายพันตันเลยทีเดียว

ส่วนวิถีชีวิตของลูกหาบมูเซอที่อมก๋อยนั้น จะมีทั้งเด็กวัยรุ่นผู้ชายที่เริ่มต้นตั้งแต่ 14-15 ปี เป็นต้นไป ไปจนถึงผู้ใหญ่ทั้งผู้ชายและผู้หญิง การจัดคิวลูกหาบให้นักท่องเที่ยวก็จัดกันตามเวลาที่มาเข้าคิวรอ เช่น ใครมาเช้าก่อน ก็ได้ไปก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จะมีการเลือกอีกทีว่าใครควรไปกับคณะไหน


* DSCFF9624_2.JPG (536.85 KB, 800x600 - ดู 213 ครั้ง.)

* DSCFF9624_1.JPG (335.26 KB, 800x600 - ดู 206 ครั้ง.)

* DSCFF9624_5.JPG (613.35 KB, 800x533 - ดู 211 ครั้ง.)

* DSCFF9624_3.JPG (461.75 KB, 800x600 - ดู 183 ครั้ง.)

* DSCFF9624_4.JPG (402.5 KB, 800x600 - ดู 199 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Dockaturk
Hero Member
*****
กระทู้: 811



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2015, 02:17:11 AM »


สิ่งที่น่าสนใจ นอกจากชีวิตทั่วไป และเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ (กางเกง) ของลูกหาบที่นี้ ยังมีอีกเรื่องคือการนอนครับ

ผมคิดว่าก่อนที่หนังเรื่อง The Lobsters (2015)  จะเปิดกล้องถ่ายทำ ผู้กำกับชาวกรีซ  ยอร์กอส ลานธิมอส คงลงทุนนั่งเจ้านกเหล็กมาลงที่เชียงใหม่ เพื่อศึกษาการนอนของชาวมูเซอ ก่อนจะเอาไปยัดใส่ในบทหนัง ช่วงที่พระเอกของเรื่องต้องหนีเข้าไปใช้ชีวิตในป่า

คือ ต้องนอนตามโคนต้นไม้ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ โดยที่มีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นห่อหุ้มร่างกายเท่านั้น

โก้บอกว่ามันเป็นความเคยชิน  พวกเขาสามารถนอนตามโคนต้นไม้ได้ โดยไม่ต้องมีเต็นท์ ผ้าห่ม หรือใช้เปลแขวนนอน ขอแค่หาที่เหมาะๆ ตรงโคนต้นไม้ก็เป็นอันใช้ได้ ถามว่ามันหนาวมั้ย มันก็หนาวนะ แต่ชินแล้ว

คำว่า “ชินแล้ว” ผมเข้าใจคำพูดนี้ดี มันเป็นคำพูดของคนที่ตายด้านกับความรู้สึกอะไรซักอย่าง จะบอกว่าหำตายก็คงไม่ผิดนัก

คำพูดของโก้ถูกพิสูจน์ไม่กี่นาทีจากนั้น เมื่อเคลวินเพื่อนของเขา ค่อยๆ เขี่ยขี้เถาไฟออกห่างจากโคนต้นไม้ แล้วก็ใช้มีดพร้าตัดพุ่มไม้เล็กๆ มาวางรอบๆ โคนเหมือนเป็นคอก แล้วจากนั้นเคลวินก็นอนครับ

คือ นอนมันตรงนั้นดื้อๆ เลย โดยไม่มีผ้าห่ม ไม่มีอะไร มีแต่กองไฟเท่านั้นที่ให้ความอบอุ่นข้างๆ เขา ผมเห็นแล้วรู้สึกนึกสงสารขึ้นจับใจจนอยากจะชวนเคลวินเข้าไปนอนในเต็นท์ด้วย เพราะกลัวหนาวตาย แต่โก้บอกว่า พวกเขาชินแล้ว

ผมค่อยๆ ย้ายก้นตัวเองมุดเขาเต็นท์หลบความหนาวเข้าไปนอนตอนห้าทุ่ม นอนไปได้ซักพักก็เริ่มคิดแล้วว่า บางทีผมอาจจะคิดผิดที่สงสารเคลวินที่ต้องนอนหนาวข้างกองไฟ ผมว่าคนที่ผมน่าจะสงสารมากที่สุดก็คือตัวผมเองนี่แหละ เพราะในเต็นท์ตอนนั้นหนาวมาก ชนิดขนาดถุงนอนราคา 400 กว่าบาท ก็เอาไม่อยู่ (คุณภาพก็ตามราคา)

ตีห้านิดๆ “บูม” เจ้าหน้าหนุ่มเฟี้ยวของเรา ก็พยายามปลุกทุกคนให้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงหัวสิงห์ แต่ด้วยความหนาวเหน็บชนิดหำหด ทุกคนในคณะเลยยอมแพ้กันหมด ก่อนจะของีบต่อ แล้วซักเจ็ดโมงเช้าค่อยลุกมาทำอะไรกิน

มื้อสุดท้ายที่นี้มีโจ๊ก ไมโล  ปลากระป๋อง เอาไว้กระทังชีวิต ก่อนจะพากันรีบจัดเก็บเต็นท์ เพื่อเตรียมออกเดินทางกลับกันในช่วงประมาณเกือบ 10 โมงเช้า

บ่ายโมงเดินทางลงถึงหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ พี่ศักดิ์ โชเฟอร์คนเก่งของพวกเรา มารอรับได้ตรงเวลาพอดีเป๊ะ จากนั้นที่เหลือก็เป็นมหกรรมแห่งการงีบบนรถระหว่างเข้าในเมือง สลับกับการสนทนากันเรื่องขนมเด็กโบราณ เพลงสตริงไทยยุค 90 และเรื่องละครทีวีสมัยก่อนกัน

แต่เรื่องที่ดูจะหนักหนาในการสนทนาที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของกินนี่แหละ เพราะตอนเย็นได้ข่าวว่าสมาชิกในคณะบางคนพากันไปถล่มหมูกระทะ หลังอดอยากปากแห้งบนดอยมา 2 วัน 1 คืน เต็มๆ

นี่แหละครับ เขาเรียกว่า “กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน “ กันของแท้เลย ฮ่าๆๆ

ปล.ดอยม่อนจองเปิดให้ท่องเที่ยวในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  - 15 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะปิดไม่อนุญาตให้ นักท่องเที่ยวขึ้น

ปล2. ดอยม่อนจองแสงเย็นจะสวยกว่าแสงเช้า แต่ตอนเช้าจะมีทะเลหมอกให้ชม ซึ่งผมไมได้ไปดู (ต้องไปลุ้นกันอีกทีนะ ว่าทะเลหมอกจะมีมั้ย)


* DSCF976936_2.JPG (286.29 KB, 800x600 - ดู 222 ครั้ง.)

* DSCF976936_3.JPG (306.08 KB, 800x600 - ดู 208 ครั้ง.)

* DSCF976936_1.JPG (331.47 KB, 800x600 - ดู 199 ครั้ง.)

* DSCF976936_4.JPG (383.01 KB, 800x600 - ดู 189 ครั้ง.)

* DSCF976936_5.JPG (464.46 KB, 800x600 - ดู 183 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
auto
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 5674


**Chiang Mai, I love you**


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2015, 09:50:21 AM »


ขอบคุณข้อมูล ที่เที่ยวเชียงใหม่

น่าไปเที่ยวมากๆ  :onio:
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ขึ้นบน พิมพ์ 
จองที่พักราคาถูกทั่วประเทศโทร 053266550-2  |  เชียงใหม่ - ข้อมูลเกี่ยวกับเชียงใหม่ - ที่พัก โรงแรม การเดินทาง วัดจังหวัดเชียงใหม่ ร้านอาหาร สถานที่เที่ยวกลางวัน กลางคืน ฯลฯ  |  แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางหลวงหมายเลข 108-1009 สู่จุดที่สูงที่สุดในประเทศไทย  |  หัวข้อ: รีวิวการเดินทาง : แรมรอน "ม่อนจอง" คล้องใจ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 20 คำสั่ง